จั่วหัวขู่ฟ่อๆไว้ก่อนว่าเอนทรี่นี้ค่อนข้างยาว และอาจจะมีสาระ
(ซึ่งไม่ค่อยจะเข้ากับบล็อกฟังเพลงเท่าไหร่ :-)
สืบเนื่องจากเมื่อวันก่อนได้คุยกับน้องสาวหน้าใสคนนึง ที่เมื่อปีที่แล้วได้เข้าสู่ยุทธจักรมนุษย์ค้างคาว ทำงานประจำช่วงกลางคืน เข้างานตอนค่ำเลิกเช้า และมีงานพิเศษช่วงกลางวันบ้างประปราย จึงมีปัญหาการนอนไม่หลับ นอนไม่พอ... โทรม เหนื่อย ไม่ใส ฯลฯ
และไม่บังเอิญว่า กระผมมีวิถีชีวิตแบบเดียวกับเธอ แต่ดันมีความสามารถพิเศษตรงที่ สามารถนอนได้ทุกเวลา 555+ เพื่อนของเพื่อนของเพื่อน จึงแนะนำให้เรารู้จักกัน... แล้วผมก็แนะนำวิธีนอนสมาธิในแบบฉบับที่ตัวเองทำได้ ไม่ยากส์มาก ให้เธอไป จริงๆใครมาถามก็บอกหมด แต่รายนี้เป็นรายแรกในชีวิตที่บอกไปแล้วเค้าทำสำเร็จ -_-‘
หลังจากวันที่แนะนำ 6 เดือน สาวเจ้ากลับมาหน้าใสและก็ขอบคุณมากมายถึงวิธีที่ผมบอกไป... สมาธิ เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนและปฏิบัติ ไม่มีใครอ่านจบแล้วสามารถทำได้ในทันที แต่ถ้าใครฝึกฝนจริงจังก็สามารถทำได้ทุกคน ผมจึงเกิดพุทธิไอเดียมาอัพบล็อกในวันนี้ เผื่อใครสนใจก็ลองเอาไปปฏิบัติดู...
ก่อนอื่นต้องเข้าใจคำว่า สมาธิ ก่อน สมาธิ คือ อาการที่เราทำจิตให้ไม่ฟุ้งซ่าน หรือเรียกว่า ตั้งจิตให้มั่น ไม่หวั่นไหว
พุทธภาษิตมีว่า
“จงทำสมาธิให้เกิด เหตุว่า ผู้มีจิตเป็นสมาธิ ย่อมรู้แจ้งตามความเป็นจริง”
ประโยชน์ของสมาธิ มีสารพัด แล้วแต่ว่าใครจะเอาไปใช้ทำอะไร
- บางคนใช้คลายเครียด
- บางคนใช้รักษาโรค เพราะจิตที่เป็นสมาธิจะคลายเครียดและลดอาการของโรคบางอย่างได้
- บางคนใช้ในการทำงาน การเรียน
- บางคนใช้เวลานอนไม่หลับ
- บางคนใช้เวลาเล่นกีฬา
- บางคนใช้รักษาจิตใจที่กระทบกระเทือนฯลฯ
สมาธิไม่ใช่ของสูง เรื่องไกลตัว หรือเรื่องที่ทำยากส์อะไร (อย่าคิดเลยเถิดไปถึงการเข้าฌาณ) คนแทบทุกคนเคยเข้าสู่สภาพจิตที่เป็นสมาธิมาแล้วทั้งนั้นเพียงแต่ไม่รู้ตัว เกิดเองหายไปเองและไม่รู้วิธีทำให้จิตเป็นสมาธิได้ตามต้องการ
ถ้าต้องการทำสมาธิได้ตามต้องการ เราต้องฝึก และยิ่งฝึกบ่อยจะยิ่งคล่องทำอะไรก็จะเรียกจิตให้เข้าสู่สมาธิได้ง่ายตามใจต้องการ ที่จริงเราสามารถทำจิตใจให้พ้นจากความโกรธ ความโลภ ความหลง ความคิดถึงคนรักที่จากไปได้ชั่วคราว อาจจะเล่นกีฬา ออกกำลังกาย อ่านหนังสือที่ชอบ ปลูกต้นไม้ ฯลฯ มันก็ช่วยให้จิตใจได้พักฟื้น สดชื่นได้
แต่การทำสมาธิจะช่วยมากขึ้นในเรื่องของการฝึกจิตให้มั่นคงได้เมื่อเราต้องการและมีพลังที่จะคิดและทำอะไรๆ ต่อไป
จบเกริ่นนำว่าด้วยเรื่องทำความเข้าใจกับคำว่าสมาธิ (แค่เกริ่นยังยาวขนาดนี้ หุหุ)
ทีนี้ว่าด้วยเรื่อง วิธีทำสมาธิ ผมคงไม่เก่งถึงขั้นอธิบายได้หมด มันหลากหลายวิธีมากกกก แล้วแต่ว่าใครจะใช้วิธีอะไรหลอก… (เรียกชักนำดีกว่า) หรือเป็นอุบายทำให้จิตตัวเองหยุดซุกซน แส่หาเรื่องคิดโน่นคิดนี่ยอมกลับมาอยู่นิ่งๆ ในที่ที่มันควรจะอยู่
ในวันนี้จะขอพูดเฉพาะเรื่องหัวข้อเอนทรี่นี้ “วิธีนอนสมาธิ”
ทำก่อนเข้านอนเพื่อให้จิตเข้าภวังค์หลับลึกและสนิท
มีขั้นตอนพอสมควร...
1. ก่อนนอน ร่างกายต้องสะอาด (สอนคนอื่น แต่ความจริงแล้วตัวผมเองค่อนข้างซกมก 55+) คือ...เวลาสกปรกมันจะรู้สึกไม่สบายตัวน่ะ รบกวนความสงบในใจ ควรจะอาบน้ำก่อนนอน ที่นอนก็ควรจะสะอาดหน่อย แต่ถ้าจะคิดว่า หลับตาแล้วก็ไม่เห็นละ ก็ไม่เป็นไร (กระบีอยู่ที่ใจ)
2. สวดมนต์ (ใครที่ไม่เคยหรือเลิกสวดไปนานแล้ว ก็ไปรื้อตำราซักหน่อยนะ) สวดบนเตียงนอนนั่นละ พระอยู่ในใจ ไม่ต้องไปที่ห้องพระก็ได้สวดสั้นๆ สวดตั้งนะโมฯ ต่อด้วยบทสรรเสริญพระพุทธคุณ บทอิติปิโสฯ
แล้วถ้าอยากสวดอะไรอีกก็สวดไป ถ้ารู้ความหมายของบทที่สวดด้วยจะดีมากจิตจะเริ่มเกาะติดกับคำสวด ถือเป็นสมาธิขั้นต้นอย่างนึงแล้ว(ระหว่างสวด ให้สวดช้าๆ ชัดๆ อย่าสวดตะลุยๆๆ แบบให้มันจบๆ ไปกูจะนอน)
3. แผ่เมตตา
บทสวดแผ่เมตตา
“สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นอย่ามีเวรต่อกันและกันเลยอย่ามีความเบียดเบียนกันและกันเลยอย่าอาฆาตพยาบาท จองเวรต่อกันและกันเลยขอจงเป็นสุข รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ ภัย ทั้งสิ้นเทอญ”
บทแผ่เมตตานี่ช่วยอะไรๆได้เยอะนะ แต่ต้องแผ่ไปด้วยใจที่เมตตาจริงๆ
4. ลงนอนหงาย ทอดมือ เท้าตามสบาย มือจะวางไว้ที่ท้องก็ได้กำหนดใจของเราให้รู้ว่าเราหายใจยังไงอยู่ รู้สึกถึงลมหายใจว่า
หายใจเข้า-ออก สั้น-ยาวแค่ไหน เวลาหายใจเข้า ให้ลึกหน่อย ให้ท้องพองออก
วิธีกำหนดลมหายใจกำหนดจิตไว้ที่จุดลมหายใจผ่าน ปลายจมูกด้านล่างหรือแถวริมฝีปากบนก็ได้แรกๆ ให้หายใจลึกๆ ผ่อนลมเข้าออกให้ระยะเวลาเท่าๆกันอาจจะใช้คำภาวนาพุท-โธ กำกับด้วยก็ได้ (ฝรั่งใช้นับแกะกระโดดข้ามรั้วไง) หายใจเข้า (พุท…) หายใจออก (โธ…)
ซักพักก็หายใจไปตามปกติ อย่าพยายามบังคับลมหายใจอีก แค่รู้ตัวว่าหายใจเข้าหรือออกอยู่
ชำนาญดีแล้วไม่ต้องภาวนาพุทโธกำกับก็ได้ ระหว่างนั้นผ่อนคลายร่างกายไปด้วยอย่าคิดเรื่องอื่นนอกจากทำร่างกายเราให้ผ่อนคลายทำจนเรารู้สึกเหมือนลอยอยู่ในน้ำหรือบนอากาศ เบา……สบาย
ลมหายใจจะเบาลงไปเรื่อย อย่าฝืน เบาก็เบาไปจิตจะเข้าภวังค์สมาธินิ่งก่อนจะหลับไปเอง
เติมให้นิด ถ้าเคยทำสมาธิจนหลับไปได้ชำนาญดีแล้ว ลองเพิ่มทำนี่ดู...
ตอนที่เรารู้สึกว่าจิตนิ่งดีแล้ว ถ้ายังรู้ตัวไม่หลับใช้จิตสำรวจร่างกายไป จุดไหนที่รู้สึกเกร็งหายใจลึกให้เหมือนลมหายใจจะไปถึงตรงนั้นได้ แล้วค่อยทำเหมือนปลอบมันว่า
“คลายซะเถอะนะ ถึงเวลาพักแล้ว” ตรงไหนปวดก็รับรู้ว่า โอเคปวดล็อคไว้ตรงนั้น ทำใจเหมือนเรามองร่างกายมันปวดอยู่ ไม่ใช่เราปวดอย่าคิดเรื่องอื่นนอกจากทำร่างกายเราให้ผ่อนคลายทำจนรู้สึกเบาเหมือนลอยอยู่ในอวกาศ เลิกสำรวจปล่อยจิตให้นิ่งอยู่ภวังค์สมาธิ ปล่อยให้หลับไปเอง
ระหว่างนั้น ถ้าใจเผลอคิดอะไรมากอีก เช่น คิดเรื่องอดีตที่ผ่านมาเรื่องอนาคต หรือแม้แต่เสียงรถวิ่งผ่านบ้าน จิตก็ยังดันฟุ้งซ่านคิดตามรถไปอีกว่า เพราะเป็นเสียงรถที่เราคุ้น หนุ่ม/สาวแถวบ้านที่เราแอบชอบนี่เอง ฯลฯ
ก็ให้รีบรู้ตัวว่า...เฮ้ยย คิดอีกแล้ว กลับมาเร็วๆแล้วหยุดคิดซะ กลับไปกำหนดลมหายใจต่อ ได้ยินเสียงก็แค่รู้ว่า ‘เออ ได้ยิน รู้แล้วว่าเสียงรถ’ แล้วปล่อยวางซะ ดึงจิตกลับมา
(แต่ไม่ใช่เสียงขโมยงัดบ้านมาก็ เออ ได้ยิน เสียงแงะประตูแล้วช่างมันนะ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หุหุ)
จิตคนเราเหมือนลิง มันคอยจะซนอยู่ไม่สุข แค่ตามให้รู้ตัวว่ามันไปไหนแล้วค่อยๆ ดึงกลับมา หลุดไป รู้ตัว ดึงกลับ…
หลุดไป รู้ตัว ดึงกลับหลุดไป รู้ตัว ดึงกลับ…
ซักพัก มันจะไม่ค่อยหลุดเอง แต่ระวังอย่าพอใจกับการได้คิดเรื่อยเปื่อยเป็นลิงได้เที่ยวล่ะ อย่าลืมว่าเรากำลังต้องการทำสมาธิเพื่อพักจิตตัวเองอยู่ และจำไว้อย่างนึงว่า ที่เขียนมาทั้งหมดนี่
ผมทำสมาธิแบบง่ายๆแค่เพื่อขัดเกลาจิตให้สงบ นุ่มนวลลง มีความสุข ไม่เครียดชาร์จพลังไว้ให้พร้อมสำหรับวันต่อไปเท่านั้นมันคงไม่มีการเพ่งให้เห็นแสง เห็นภาพนิมิตอะไรแบบที่เราเคยเห็นเขาสอนกันนะ
เมื่อทำประจำก็จะชำนาญ ยืดเวลาของภวังค์สมาธิให้นานอีกหน่อยซัก 15 นาทีถึงครึ่งชั่วโมงก็ได้สำรวจร่างกาย (ที่เขียนเติมให้แล้วข้างบน)
ก่อนปล่อยให้หลับไป ต่อไปอาจเพิ่มเป็นนั่งสมาธิบ้างก็ดีและเมื่อจะใช้สมาธิทำงานไม่ใช่เพื่อนอนให้หลับหรือนั่งสมาธิให้จิตนิ่งเราก็แค่กำหนดลมหายใจครู่เดียวให้จิตนิ่งตัดความคิดฟุ้งซ่านแล้วเพ่งตาและสมองให้อยู่กับงานตรงหน้าเมื่อไหร่ว่อกแว่กอีกก็รู้ตัวแล้วกลับไปสูดลมหายใจลึกๆ กำหนดใหม่แค่นี้ก็เรียบร้อย
เวลานั่งรถหรือทำอะไรก็ตาม ก็ฝึกกำหนดลมหายใจไปได้ สิ่งรบกวนเยอะดีเหมือนทำแบบฝึกหัดยากๆ
แต่อย่าลืมว่าต้องรู้ตัวตลอดเวลาไม่งั้นอาจโดนล้วงกระเป๋าได้ หุหุ
แรกๆ นานหน่อย กว่าจะนิ่งอยู่แต่กับลมหายใจได้จริง แถมนิ่งแค่ 5 นาทีเอง หลุดละ ฟุ้งซ่านอีก แต่ทำไปเหอะ มันจะค่อยๆ เพิ่มจาก 5 นาทีเป็น 10 … 15 … 20 … 30 นาที จนเป็นชั่วโมงๆ ได้เองไม่รู้สึกว่ายากอีก
อืมม์... ผมเขียนแบบเรื่อยๆไปเรียงๆ
นึกอะไรออกก็เขียนไปรวดเดียวจบ ไม่ใช่แบบผู้รู้สอนผู้ไม่รู้ คนอ่านจะเอาไปทำได้รึปล่าวน้อ ถ้าไงลองหาอ่านจากตำราอีกทีนะครับ คงมีขายตามวัดที่มีปฏิบัติวิปัสสนาทั้งหลายและตามร้านหนังสือทั่วๆไป แต่ี่ที่เคยเห็นหลายเล่มเขียนแบบตำรามากไป มันก็อ่านยากส์เกิน...
ทำสมาธิธรรมดา ไม่ซับซ้อนขนาดนั้น
จบแล้วครับ ยาวเหยียดสะใจตัวเองมาก (จะมีใครหลงอ่านจนจบไหมนี่)
ป.ล. เติมอีกนิด ไม่รู้จะแทรกตรงไหนดี...
คนเราต้องเป็น ‘คนดี มีศีลธรรม’ ก่อนนะครับ สมาธิถึงจะเกิดได้ง่ายแล้วปัญญาจะตามมา หุหุ
เขียนแบบนี้ก็คงจะมีคำถามตามมามากมายว่า คนดีจริงๆคือคนแบบไหน สิ่งที่เราทำแล้วดูเลวมากในสังคมหนึ่ง เมื่อไปอยู่ในอีกสังคมหนึ่งอาจดูเป็นเรื่องธรรมดา และในบางที่สิ่งที่เราทำแล้วคิดว่าดีแสนดีกลับกลายเป็นเรื่องเลวร้ายเลยก็มี... ไม่ต้องสงสัยไปครับ ผมก็คิดแบบคุณ
การฆ่าคน ขายตัว ทำแท้ง ทอดทิ้งพ่อแม่ ฯลฯ ถือเป็นเรื่องธรรมดาในบางประเทศ และถ้าเราเกิดและเติบโตขึ้นมาในสังคมแบบนั้น เราก็คงจะเห็นมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่รู้สึกผิดอะไร ใครๆเขาก็ทำกัน... อันนี้ก็คงต้องใช้สามัญสำนึกในการเกิดเป็นมนุษย์ละกันนะครับว่า อะไรคือดี อะไรคือเลวเพราะผมเพียงแต่จะสื่อความหมายว่า... ถ้าเราเป็นคนดีจิตใจเราจะสะอาด ไม่มีอะไรต้องละอายหรือสำนึกเสียใจ การทำสมาธิจะง่ายขึ้นมาก แต่ไม่ได้แปลว่า ใจไม่บริสุทธิ์แล้วจะทำไม่ได้ เพียงแต่ทำยากส์ และอาจเกิดทำได้จนถึงสมาธิขั้นสูงแล้วจิตอาจหลงเตลิดจนเพี้ยนได้...
คนที่เคยก่อกรรมหนักๆไว้ (แน่นอนว่าตัวผมเองก็เคยทำมาไม่น้อย) บางทีช่วงที่จิตเริ่มเข้าสู่สมาธิ กรรมอาจแทรกเข้ามาหลอนจิต ตรงนี้อันตราย บางคนเห็นเป็นศพ เป็นผี เตลิดถึงกับเพี้ยนไปเลย บางคนก็เห็นเป็นแสง เป็นเทวดา เป็นฯลฯ แล้วหลงนึกเอาเองว่า ข้าเลิศแล้ว เป็นผู้วิเศษ สามารถเห็นเทวดาด้วย เพี้ยนอีกเหมือนกัน ...อยู่ที่จิตคิดไปเองทั้งนั้น
สรุปว่า การทำสมาธิ อาจเกิดนิมิตได้หลายอย่าง แนะนำว่าจะเห็นอะไรก็ช่าง อย่าตกใจถ้าเห็นนิมิตร้าย แค่มองรับรู้แล้วพิจารณาให้เป็นธรรมดา แล้วกลับไปสงบ พูดง่ายๆ คือ รับรู้ แล้ววาง ให้ใจว่างจริงๆ ก็เท่านั้นเอง ให้นึกถึงคำ วางและว่าง เข้าไว้...
เขียนเหมือนวนไปวนมา ก็มาจบที่คำว่าปล่อยวางอ่ะนะ พูดน่ะมันง่ายแต่ทำโคตะระยากส์ล่ะสิ... แต่ถ้าตั้งใจจริง ไม่มีใครทำไม่ได้ครับ
สู้กันต่อปายยยย